บทที่ 7 “จงทำ!”
เยี่ยเสวียนขยับตัวเล็กน้อย สีหน้ายังดูสบายใจ “ข้าลองฝึกวิชาถอดจิต สมองของข้าบอกว่าข้าสามารถทำเช่นนี้ได้”
คำอธิบายที่เรียบง่ายเกินไป ทำให้ฉางซีถอนหายใจยาวอย่างอดไม่ได้ ทั้งโล่งอก ทั้งปวดหัวไปพร้อมกัน
วิชาถอดจิตเป็นวิชานอกรีต ใช้แยกจิตออกจากร่างชั่วคราว หากควบคุมไม่ได้อาจทำให้จิตแตกสลาย วิชาเช่นนี้… คงมีเพียงเผ่ามารเท่านั้นที่กล้าฝึก และยังทำได้อย่างเป็นธรรมชาติราวกับเป็นเรื่องปกติ
ฉางซีมองเขาอีกครั้ง ก่อนจะพึมพำกับตนเองเบา ๆ
“เจ้ามารน้อยนี่… อันตรายกว่าที่ข้าคิดเสียอีก”
“ท่านหาตัวช่วยปลดโซ่ให้ข้าได้แล้วหรือ” เยี่ยเสวียนเอ่ยถาม น้ำเสียงสงบดังเดิม
ฉางซีพยักหน้า นางก้าวเข้าไปหยุดตรงข้อเท้าของเขาที่ถูกโซ่เหล็กล่ามไว้ มือกำลังจะเอื้อมไปปลดโซ่ ทว่าในวินาทีนั้น ความคิดบางอย่างก็แทรกขึ้นมาในหัว
“เดี๋ยวนะ!”
นางชะงักมือ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองเยี่ยเสวียนที่ยืนก้มหน้ามองนางอยู่
“เรามาทำพันธสัญญากันก่อน”
“พันธสัญญา?” เยี่ยเสวียนถามทวน คิ้วขมวดเล็กน้อย แววตาฉายความไม่เข้าใจ
“ใช่” ฉางซีพยักหน้า “เจ้าต้องสัญญาว่า หากข้าปล่อยเจ้า เจ้าจะไม่ฆ่าข้า ไม่ว่าภายหลังเจ้าจะเกลียดชัง หรือโกรธแค้นข้าเพียงใดก็ตาม”
“ตกลง” เยี่ยเสวียนตอบทันที ราวกับคำถามนั้นไม่จำเป็นต้องใช้ความคิด
ฉางซีชะงักไปเล็กน้อย “ตกลง… หรือ?”
เยี่ยเสวียนพยักหน้าอีกครั้งอย่างแน่วแน่
“ตกลงง่ายขนาดนี้เชียวหรือ” นางถามซ้ำ อย่างไม่อยากเชื่อ
เขามองนางด้วยสีหน้าจริงจัง “แล้วเหตุใดต้องทำให้มันยากด้วยเล่า”
ฉางซีหรี่ตาลงเล็กน้อย “เจ้าจะไม่นึกเสียใจทีหลังหรือ”
เยี่ยเสวียนส่ายหน้า “ท่านเป็นมารดาข้า ข้าย่อมต้องเชื่อฟัง หากท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด ข้าย่อมต้องทำ”
คำพูดนั้นทำให้ฉางซีถึงกับคลี่ยิ้มกว้าง
มารน้อยผู้นี้… ช่างบริสุทธิ์เสียจริง
“ดี!” นางกล่าวเสียงกระฉับกระเฉง “เช่นนั้นทำเช่นนี้”
พูดจบ นางก็ยกนิ้วโป้งขึ้นมากัด เลือดสีแดงสดซึมออกมาเป็นหยดเล็ก ๆ เยี่ยเสวียนมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทำตามโดยไม่ลังเล
ฉางซียื่นนิ้วโป้งของตนไปข้างหน้า
“เอานิ้วของเจ้ามาประกบ นี่คือพันธสัญญาเลือด”
เลือดของทั้งสองสัมผัสกัน
“เจ้าจะไม่มีวันฆ่าข้า และจะต้องฟังคำสั่งของข้าแต่เพียงผู้เดียว หากเจ้ากล้าขัดคำสั่ง สายฟ้าจะพุ่งเข้าหาเจ้า” ฉางซีกล่าวนำ
“ข้าจะไม่มีวันฆ่าท่าน จะฟังคำสั่งของท่านแต่เพียงผู้เดียว หากข้ากล้าขัดคำสั่ง สายฟ้าจะพุ่งเข้าหาข้า” เยี่ยเสวียนกล่าวตามทุกถ้อยคำ น้ำเสียงแน่วแน่ไร้ข้อกังขา
ฉางซีคลี่ยิ้มอย่างพึงพอใจ พันธสัญญาของเทพนั้น ทั้งศักดิ์สิทธิ์และเด็ดขาดยิ่งนัก
นับตั้งแต่วินาทีนี้ไป นอกจากเขาจะไม่อาจทำร้ายนางได้แล้ว ยังต้องเชื่อฟังคำสั่งของนางแต่เพียงผู้เดียว
ต่อให้เป็นพญามาร หรือจอมมารในภายภาคหน้า ก็เป็นได้เพียง “ลูกหมาเชื่อง ๆ” ใต้ฝ่ามือของนางเท่านั้น
ฉางซีคิดถึงตรงนี้ ก็อดกระหยิ่มยิ้มย่องไม่ได้กับเล่ห์กลอันเหนือชั้นของตนเอง
เสียงโลหะกระทบกันดังแว่วเบา ผนึกบนโซ่เหล็กค่อย ๆ คลายออก ก่อนที่โซ่จะหลุดพ้นจากข้อเท้าของเยี่ยเสวียนอย่างสมบูรณ์
เขาก้าวขยับเล็กน้อย ไม่มีความรู้สึกหวือหวา ไม่มีความปีติยินดีอย่างที่ควรจะเป็น
กลับกัน… ในอกกลับว่างเปล่า ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างที่เคยผูกมัดอยู่ ได้ขาดสะบั้นไปพร้อมกับโซ่นั้น
“เจ้าไม่ดีใจเลยหรือ ที่ได้ปลดผนึก” ฉางซีเอ่ยถาม น้ำเสียงแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย
เยี่ยเสวียนส่ายศีรษะช้า ๆ
“ไม่รู้เหตุใด… ข้ากลับรู้สึกเหมือนบางสิ่งบางอย่างขาดหายไป”
ฉางซีแค่นเสียงออกมาเบา ๆ
“หึ”
ในใจนางอดคิดไม่ได้ มารน้อยนี่ ท่าจะบ้าเอาการ ถูกผนึกไว้แท้ ๆ ยังไม่รู้ตัว ครั้นถูกปลดผนึกให้เป็นอิสระแล้ว แต่กลับไม่รู้สึกยินดี อีกทั้งยังพูดว่าบางสิ่งบางอย่างขาดหายไปอีกด้วย
ฉางซีสะบัดความคิดนั้นทิ้ง ก่อนจะยืดตัวขึ้นอย่างสบายใจ ไม่ว่าอย่างไร โซ่ก็ถูกปลดแล้ว พันธสัญญาเลือดก็ผูกไว้แน่นหนา ต่อให้เขาจะรู้สึกขาดหายอะไรไปสักเพียงใด ทว่าตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป เขาก็ไม่มีทางหลุดจากเงื้อมมือของนางได้อีก
จะว่าไปแล้ว… ทดลองดูผลลัพธ์ของพันธสัญญาหน่อยดีกว่า
ฉางซีเชิดคางขึ้น เอามือไพล่หลัง สีหน้าท่าทางราวกับผู้คุมทาส ออกคำสั่งอย่างไม่ลังเล
“มารน้อย ทำลายหญ้าพิษต้นนั้น”
พูดจบ นางก็ชี้ไปยังหญ้าพิษที่กำลังแตกยอด ออกดอกสีเขียวคล้ำ ส่งกลิ่นพิษจาง ๆ ลอยอยู่ไม่ไกล
เยี่ยเสวียนยืนนิ่ง สีหน้าฉายความไม่เข้าใจ เขาไม่ได้ขยับไปไหน เพียงหันมองไปทางซ้าย… แล้วหันไปทางขวา… ราวกับกำลังมองหา ว่า “มารน้อย” ที่นางเรียกนั้นอยู่ที่ใด เพราะในการรับรู้ของเขา เขามีชื่อแล้ว ชื่อว่า เยี่ยเสวียน
ฉางซีชะงักไปเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าเขาไม่ทำตามคำสั่ง อีกทั้งยังไม่มีสายฟ้าฟาด ไม่มีอาการบาดเจ็บใด ๆ ปรากฏ นางก็เริ่มรู้สึกได้ถึงบางสิ่งที่ “ผิดพลาด”
เป็นไปไม่ได้ นางสั่ง เขาย่อมต้องทำ หากขัดคำสั่ง… ควรถูกสายฟ้าฟาดจนกระอักเลือดแล้วสิ
ฉางซีหรี่ตาลง จ้องเขาเขม็ง
“จงทำ!” นางออกคำสั่งอีกครั้ง น้ำเสียงแข็งกร้าวกว่าเดิม
กริบ…
